น้ำผลไม้ไม่เกินวันละ 120 มล. ใส่แก้วพร้อมมื้ออาหาร: เปลี่ยนนิสัยจิบแก้วหลอดดูด
เด็กอายุ 1-3 ปี ให้น้ำผลไม้ไม่เกินวันละ 120 มล. ใส่แก้วธรรมดาพร้อมมื้ออาหาร มาดูว่าทำไมน้ำผลไม้ 100% ก็ไม่ดีต่อฟัน เคล็ดลับไม่ให้ถือแก้วหลอดดูดไปมา และวิธีเปลี่ยนนิสัย
สรุปสั้น ๆ
- อายุ 1 ถึง 3 ปี: น้ำผลไม้ไม่เกิน 4 ออนซ์ (120 มล.) ต่อวัน
- กระหายน้ำให้น้ำเปล่า โภชนาการให้ผลไม้ทั้งลูก
- อย่าให้แก้วหัดดื่มใส่น้ำผลไม้ติดตัวไปมาทั้งวัน
น้ำผลไม้ทำจากผลไม้ ก็น่าจะดีต่อร่างกาย ใส่แก้วหลอดดูดให้ ลูกก็ดื่มเก่งและไม่หกด้วย แต่สำหรับฟัน การดื่มน้ำผลไม้ปริมาณเท่าไรและดื่มอย่างไรนั้นสำคัญมาก บทความนี้รวบรวมเกณฑ์ที่ควรรู้เวลาให้น้ำผลไม้ และวิธีเปลี่ยนนิสัยที่เกิดขึ้นแล้ว
ทำไมน้ำผลไม้ไม่เหมือนผลไม้
น้ำผลไม้ไม่เหมือนผลไม้ เมื่อคั้นผลไม้ ใยอาหารจะหายไป เหลือแต่น้ำตาล สำหรับฟันแล้วจึงไม่ต่างจากน้ำหวาน น้ำผลไม้ 100% ที่ไม่เติมน้ำตาลก็เช่นกัน เพราะมีน้ำตาลที่อยู่ในผลไม้เองอยู่ครบ
ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือวิธีดื่ม ถ้าใส่น้ำผลไม้ในแก้วหลอดดูดหรือขวดนมแล้วถือจิบไปมาทั้งวัน ฟันก็จะแช่อยู่ในน้ำตาลตลอด ทุกครั้งที่น้ำตาลเข้าปาก ในปากจะเป็นกรด และระหว่างนั้นฟันจะค่อย ๆ ละลายไปทีละน้อย ถ้าดื่มรวดเดียวแล้วจบ น้ำลายยังมีเวลาฟื้นฟูฟัน แต่ถ้าจิบทีละนิดไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีช่วงเวลานั้นเลย
สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP) จำกัดน้ำผลไม้สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปีไว้ที่ไม่เกินวันละ 120 มล. และระบุว่าน้ำผลไม้ไม่ใช่เครื่องดื่มที่จำเป็น ตั้งแต่อายุ 4 ปี ให้ได้ถึงวันละ 120-180 มล. แต่ก็ยังให้เฉพาะพร้อมมื้ออาหาร น้ำให้ได้จากน้ำเปล่า โภชนาการให้ได้จากผลไม้ ก็เพียงพอแล้ว
ความผิดพลาดที่คุณพ่อคุณแม่ทำบ่อยก็มี
- "เป็นน้ำผลไม้ 100% ไม่เป็นไร" แม้ไม่เติมน้ำตาล สำหรับฟันก็ยังเป็นน้ำตาล
- "ลูกไม่ยอมดื่มน้ำเปล่า ให้น้ำผลไม้แทนก็ยังดี" ควรกำหนดไว้ว่าเวลากระหายให้ดื่มน้ำเปล่า ถ้าทั้งครอบครัวดื่มน้ำเปล่าด้วยกัน ลูกก็จะทำตาม
- "แบ่งให้ทีละนิด จะอันตรายน้อยกว่า" สำหรับฟัน การดื่มทีละนิดแต่บ่อย ๆ กลับอันตรายกว่า
- "ใส่น้ำผลไม้ในแก้วหลอดดูดไว้กล่อมนอน" ตอนนอนน้ำลายน้อยลง เป็นเวลาที่อันตรายที่สุด
น้ำผลไม้เฉพาะตอนกินข้าว ลองแบบนี้
- ถ้าจะให้ ให้ไม่เกินวันละ 120 มล. กำหนดปริมาณต่อวันไว้ล่วงหน้า การรบเร้าก็จะลดลง
- ให้ในแก้วธรรมดาตอนมื้ออาหารหรือมื้อว่าง นั่งดื่มแล้วจบจะดีที่สุด ไม่ใส่แก้วหลอดดูดหรือขวดนมถือไปมา
- ไม่เอาเข้าที่นอน ถ้าลูกต้องมีแก้วตอนนอน ให้ใส่แค่น้ำเปล่า
- กระหายให้น้ำเปล่า โภชนาการให้ผลไม้ ถ้าลูกบอกว่ากระหาย ให้น้ำเปล่าได้ทุกเมื่อ ผลไม้ให้กินทั้งชิ้นแทนการคั้นเป็นน้ำ
- ทั้งครอบครัวดื่มน้ำเปล่าด้วยกัน ลูกทำตามผู้ใหญ่ ถ้าทั้งบ้านช่วยกันสร้างนิสัยดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มหวาน จะง่ายขึ้นมาก
ถ้าลูกติดนิสัยถือน้ำผลไม้ไปมาแล้ว อย่าหยุดทันที ค่อย ๆ เปลี่ยน ผสมน้ำลงในน้ำผลไม้ให้จางลงทีละนิดจนเลิก ลูกจะต่อต้านน้อยลง ตั้งกฎสั้น ๆ และชัดเจน "น้ำเปล่าดื่มได้ตลอด น้ำผลไม้เฉพาะตอนกินข้าว" เวลาออกนอกบ้าน ถ้าติดนิสัยพกแค่ขวดน้ำ ก็จะลดลงเองโดยธรรมชาติ
พอเปลี่ยนกฎ สองสามวันแรกลูกอาจรบเร้าขอน้ำผลไม้ ตอนนั้นให้ตอบอย่างใจเย็นด้วยประโยคเดิมว่า "น้ำผลไม้ดื่มตอนกินข้าวนะ" การไม่วางน้ำผลไม้ไว้ในที่ที่มองเห็นในบ้านก็ช่วยได้ ถ้าบอกกฎเดียวกันกับคุณย่าคุณยายที่ช่วยเลี้ยงหรือเนอร์สเซอรี่ ลูกก็จะสับสนน้อยลง
คำถามที่พบบ่อย
ให้น้ำผลไม้ลูกที่ยังไม่ครบขวบได้ไหม?
สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกาแนะนำไม่ให้น้ำผลไม้แก่ทารกก่อนครบขวบ ถ้าจะให้ผลไม้ ให้กินทั้งชิ้นจะดีกว่าการคั้นเป็นน้ำ
ใช้แก้วหลอดดูดไม่ได้หรือ?
แก้วหลอดดูดเองไม่ใช่ปัญหา ถ้าข้างในเป็นน้ำเปล่าก็ไม่เป็นไร ปัญหาคือการใส่น้ำผลไม้หรือนมแล้วถือไปมาทั้งวัน หรือเอาเข้าที่นอน
ผสมน้ำให้จางแล้ว ดื่มทั้งวันได้ไหม?
แม้จะจางก็ยังมีน้ำตาล ถ้าจิบทีละนิดไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ดีต่อฟัน การผสมน้ำให้จางใช้เป็นขั้นตอนเพื่อเลิกเท่านั้น และกำหนดเวลาดื่มไว้ที่มื้ออาหาร
ใส่นมในแก้วหลอดดูดได้ไหม?
นมก็มีน้ำตาล ถ้าจิบทั้งวันก็ไม่ดีต่อฟัน นมก็ให้ดื่มพร้อมมื้ออาหาร และระหว่างมื้อให้ดื่มน้ำเปล่า
ดื่มน้ำผลไม้แล้วต้องแปรงฟันทันทีไหม?
ถ้าดื่มพร้อมมื้ออาหาร แค่ให้ลูกจิบน้ำเปล่าสักอึกก็ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือไม่ข้ามการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์วันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะก่อนนอน
เมื่อไรควรพาไปหาหมอฟัน
- เมื่อเห็นจุดขาวหรือส่วนที่ขุ่นเหมือนชอล์กบนฟันหน้า
- เมื่อมีคราบหรือจุดสีน้ำตาลบนฟัน
- เมื่อลูกบอกว่าเสียวฟันเวลากินหรือดื่มของเย็น
- เมื่อลูกติดนิสัยใช้แก้วหลอดดูดมานาน จนกังวลเรื่องฟันผุ
รับการแจ้งเตือนในเวลาที่เหมาะสม
เพียงคุณพ่อคุณแม่ใส่วันเกิดของลูก (หรือวันกำหนดคลอด) ในแอปปฏิทินฟัน บทความเหล่านี้จะส่งมาเป็นการแจ้งเตือนในช่วงเวลาที่สำคัญ ใช้ได้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก
แหล่งอ้างอิง
ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อการให้ความรู้ทั่วไป และไม่สามารถใช้แทนการรักษาโดยทันตแพทย์ได้ โปรดปรึกษาทันตแพทย์เกี่ยวกับอาการของลูก